![]() |
|
การตั้งชื่อ
สุนัขเป็นสัตว์ที่ความเฉลียวฉลาด
มีไหวพริบปฏิภาณดีกว่าสัตว์อื่นๆ
และเป็นสัตว์ที่มีความจำดี
ดังนั้นจึงสามารถฝึกสอนให้ปฏิบัติงาน
บางอย่างได้ดี
การฝึกสุนัขนั้นควรเริ่มฝึกตั้งแต่ได้ลูกสุนัขมาในวันแรกการได้นำสุนัขมาถึงบ้านซึ่งเป็นที่อยู่ใหม่สำหรับสุนัขนั้นควรจะเลือก
เอาเวลา ตอนเช้านั้นจะดีที่สุด
ทั้งนี้ก็เพื่อให้สุนัขได้รู้จักกับสิ่งแวดล้อมต่างๆในบริเวณที่อยุ่ใหม่
ซึงเป็นสถานที่ที่แตกต่างกับสถานที่อยู่เดิม
เพื่อให้สุนัขคุ้นเคย
กับสถานที่ใหมในตอนกลางวัน
ลูกสุนัขทุกๆตัวมีความอยากรู้อยากเห็นสถานที่แปลกๆใหม่ๆเหล่านี้เป็นอย่างยิ่งจึงควร
ปล่อยสุนัขให้เดินเห็นได้ตามลำพังใหคุ้นเคยกับผู้คนและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ
ผู้คนในบ้านก็ควรแสดงความปรานี
พูดด้วยดีๆ ไม่ดุหรือทำเสียงดัง
ให้ลูกสุนัขรู้สึกว่า
สถานที่ใหม่จะเป็นสถานที่ที่มีความอบอุ่นและไม่มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งที่น่ากลัว
การตั้งชื่อเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะให้ลูกสุนัข
รู้จักคุ้น เคยกับชื่อของ
ตัวเองก่อนที่จะไปทำการฝึก
ควรจะเรียกชื่อสุนัขเมื่ออายุระหว่าง
3-4 อาทิตย์ขึ้นไปการตั้งชื่อหลัก
คือ สั้น ออกเสียง
และจำง่ายมักเป็นชื่อไม่เกิน2พยางค์หลีกเลี่ยงชื่อวิจิตรพิสดารมากๆหรือชื่อที่เรียกยากเมื่อสุนัขมีชื่อแล้วก็ต้องหมั่นเรียกเช่นเรียกให้สุนัขเดิน
ตามการจะทำอะไรเกี่ยวกับสุนัขทุกครั้งควรเรียกชื่อพร้อมกับแสดงอาการให้สุนัขได้รู้
เช่น มีการตบศรีษะเบาๆ
มีการจับขาหน้าและพูด
ทำให้เห็นว่าพอใจเช่น พูดว่าดี
ยิ่งเรียกบ่อยสุนัขจะจำชื่อตัวเองได้เร็วขึ้นและเป็นประโยชน์ในการฝึกต่อไปเป็นอย่างมาก
ฝึกการขับถ่าย
สุนัขใหม่โดเฉพาะลูกสุนัขเมื่อมาถึงบ้านใหม่ก็ย่อมตื่นเต้นกับสิ่งแวดล้อมใหม่
ซึ่งมักจะปวดอุจจาระหรือปัสสาวะ
ดังนั้นจึควรปล่อยนอก
บ้านให้ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะในบริเวณที่ต้องการเลี้ยงแต่เริ่มแรก
ถ้าไม่มีบริเวณบ้านก็ควรหัดให้ถ่ายในส้วมหรือบริเวณส่วนใดของ
บ้านที่เห็นสมควร
โดยเมื่อกินอาหารหรือน้ำเสร็จแล้วก็พาไปยังบริเวณที่ต้องการให้ถ่ายเสมอ
เราสามารถฝึกสุนัขให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง
ได้ตั้งแต่ตอนอายุน้อยๆ
โดยใช้ความพยายามมานะอดทน
เฝ้าคอนสังเกตุดูเวลาลูกสุนัขแสดงอาการหรือตั้งท่าส่อเจตนาจะขับถ่าย
ซึ่งมัก
เกิดขึ้นหลังกิน อาหาร
กินนมเสร็จ และตื่นนอน
ท่าทางที่สังกตุได้ง่ายว่าลุกสุนัขจะถ่ายอุจจาระก็คือ
การหมุนตัววิ่งวนเป็นวงกลม
สุนัขอายุ
3-6 เดือนจะขับถ่ายวันละประมาณ 5
ครั้ง อายุ 6 เดือน วันละ 4 ครั้ง
และสุนัขโตแล้ววันละประมาณ 3
ครั้ง ดังนั้น
ผู้เลี้ยงจึงควรนำสุนัข
ที่ตื่นนอนเช้าไปยัง
สถานที่ที่ต้องการให้สุนัขถ่ายทันทีที่สุนัขตื่น
และหลังอาหาร
**ถ้าเลี้ยงบนบ้านไม่มีสนามหญ้าก็ควรฝึกหัดให้ลูกสุนัข
ขับถ่ายบนกระดาษหนังสือพิมพ์ภายในบริเวณบ้าน
โดยเลือกสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสมหรือมุมบริเวณบ้านที่จะทำความสะอาดได้ง่ายหรือ
ในห้องส้วม เป็นต้น
จับลุกสุนัขวางลงบนกระดาษทุกครั้งที่ลุกสุนัขแสดงอาการที่จะขับถ่าย
ในทันทีที่ลุกสุนัขปฏิบัติได้อย่างถุกต้องให้
ชมเชยลุกสุนัขทันที
ในแต่ละวันให้ลดจำนวนการดาษที่ใช้ปูพื้นให้เหลือเนื้อที่น้อยลงจนกระทั้งใช้ปูในเนื้อที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
การฝึก ให้สุนัขขับถ่ายนอกบ้าน
ตามปกติแล้วจะใช้เวลาฝึกน้อยกว่าการฝึกขับถ่ายในบ้านบนหนังสือพิมพ์เพราะว่าเป็นวิธีที่ธรรมชาติที่สุดซึ่งควร
จะเลือก การฝึกทำโดยวิธีนี้
และเพื่อเป็นการสอนให้สุนัขรู้ว่าห้ามขับถ่ายภายในบ้านซึ่งต้องรักษาความสะอาดและควรจำไว้ว่าควรใช้คำ
พูดให้
เหมือนกันทุกครั้งที่นำสุนัข
ออกไปนอก เช่นใช้คำพูดว่า
"ไปถ่ายเสีย" หรือ
จำใช้คำพูดอะไรก็ได้
และทุกครั้งที่ให้นำสุนัขไปขับ
ถ่ายยังจุดเดิมที่สุนัขเคยขับถ่ายครั้งแรก
ซึ่งในไม่ช้าลูกสุนัข
ก็จะเคยชินโดยจะไปขับถ่ายยังที่เดิม
ให้คอยสังเกตดูว่าสุนัขขับถ่ายเรียบร้อย
หรือยัง
เมื่อเสร็จแล้วให้ชมลูกสุนัขทันที
แล้วจึงนำลูกสุนัขกลับเข้าบ้าน
การฝึกหัดด้วยการนำลูกสุนัขไปขับถ่ายเพียง
3-4 ครั้ง สุนัขที่
ฉลาดก็จะจำได้
แต่สุนัขก็มีความโง่ความฉลาดเช่นเดียวกันกับคนเช่นกัน
บางตัวอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้
ดังนั้นเมื่อสุนัขทำผิดไม่ขับถ่าย
ตามสถานที่ที่ต้องการ
อย่าไปตีสุนัขแต่ควรใช้ เสียง
ให้สุนัขเข้าใจว่าทำผิด เช่น
ใช้คำว่า"ไม่"
แล้วรีบนำสุนัขไปยังสถานที่ที่ต้องการให้
ขับถ่ายทันที
อย่าให้ขับถ่ายจนเสร็จและเมื่อถ่ายเสร็จแล้วก็แสดงการชมเชยด้วยน้ำเสียงและลูบคลำหัวแสดงให้สุนัข
เข้าใจว่าทำถูกต้อง
แล้ว
อีกไม่นานนักก็จะขับถ่ายเป็นที่ตามต้องการ
ที่อยู่ที่นอน
ลูกสุนัขจะได้มีที่หลับที่นอนเป็นของตัวเอง
ที่ควรจัดให้เป็นที่เป็นทางหรือทำเป็นกรงสำหรับให้สุนัขอยู่โดยเฉพาะหรือจัดที่มุมใดมุมหนึ่ง
ของบ้านให้เป็นที่นอนหาเศษผ้ารองที่นอนให้นุ่มๆ
อย่าให้มียุงกัดจนเกิดความรำคาญแก่สุนัข
ไม่ควรเอาสุนัขไปนอนบนเตียงหรือนอนร่วม
ห้องนอน
ถ้าทนได้หรือคิดจะเลี้ยงเช่นนั้นตลอดไปก็ทำได้
แต่ถ้าจะเลี้ยงแบบธรรมดาและให้ถูกต้องก็จะต้องจัดหาสถานที่อยู่ให้เรียบร้อย
เสียแต่วันแรกที่ได้มา
เพราะว่าถ้าหากเลี้ยงเอาไว้ในบ้านแล้วลูกสุนัขจะเริ่มโต
หากจับย้ายออกไปขังกรงนอกบ้านจพะทำให้เจ้าของบ้านและ
เพื่อนบ้านไปเป็นอันหลับอันนอนเนื่องจากลูกสุนัขหรือแม้แต่ตัวโตแล้วไม่ยินยอม
เขาคิดว่าถูกทอดทิ้งจึงโหยหวนทั้งคืน
บางตัวหลับ
กลางวันแต่กลางคืนตื่นขึ้นมาร้องอย่างเดียวจะทำให้ยุ่งยากมากเมื่อเริ่มต้นผิดฉะนั้นควรนำสุนัขให้รู้จักสถานที่ที่จัดไว้ให้นอนและควรทำ
ให้สุนัขรู้ว่านี้เป็นที่นอนของเขา
การมีน้ำสะอาดตั้งไว้ข้างที่นอนจะทำให้สุนัขได้กินเมื่อกระหายน้ำ
ไม่ต้องไปไกลจากที่นอน
การกินอาหาร
การกินอาหารของสุนัขก็ต้องได้รับการฝึกหัดเช่นกัน
โดยให้อาหารเป็นเวลาตามสถานที่ที่แน่นอน
จัดชามใส่อาหารและน้ำให้เฉพาะตัว
ของสุนัขหากมีหลายตัวต้องแยกจานอาหารให้เป็นจำเพาะแต่ละตัวไป
เพราะจะเป็นประโยชน์ในการดูแลทำให้รู้ว่าตัวใดกินอาหารมากน้อย
เพียงใดหากเจ็บป่วยเจ้าของก็สามารถทราบได้
การให้ยาโดยผสมในอาหารทำให้ง่ายยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกให้สุนัขเป็นระเบียบ
รู้จักอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ป้องกันนิสัยแย่งกันและหวงอาหาร
จัดอาหารตามจำนวนที่เคยจัดไม่ให้มากบ้างน้อยบ้างทำให้สุนัขไม่อิ่มหรือ
อิ่มเกินไปครั้งใดที่สุนัขกินอาหารไม่หมดก็ให้เก็บชามเสีย
อย่าทิ้งไว้ให้กินอีกจะทำให้เกิดนิสัยไม่ดี
การให้อาหารหรือนมไม่เป็นเวลาจะทำ
ให้สุนัขเสียนิสัย
ขอกินอาหารตลอดวัน
รบกวนเจ้าของอย่างมากโดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง
เมื่อถึงเวลาอาหารของคน
ทำให้ไม่เป็นอันกินเพราะ
สุนัขจะคอยสะกิดขออาหารอยู่ร่ำไป
ซึ่งมีขอเสียคือ
สุนัขไม่กินอาหารของตัวเองที่จัดไว้ให้
การกินจุกจิกทำให้สุนัขอ้วนเกินขนาดและที่
สำคัญคือทำให้ระบบการฝึกหัดหรือการสั่งสอนต่างๆ
เป็นไปอย่างยากลำบาก
ผู้เลี้ยงสุนัขพึงระวังในการใช้กิริยาวาจาต่อสุนัข
อย่าละเลย
ในความจริงที่ว่า
ลูกสุนัขมีสภาพเหมือนเด็กเล็กๆ
ลูกสุนัขมักจะทำความผิดได้เหมือนเด็กๆเหมือนกัน
การฝึกสอนเพียง 2-3 ครั้งสุนัขอาจ
ไม่เข้าใจ
จึงไม่ควรโมโหฉุนเฉียว
เอ็ดตะโรตีสุนัข
เมื่อสุนัขทำความผิดควรใช้สำเนียงหนักๆแต่พอเข้าใจได้
หรือให้เกิดความละอาย
แก่ใจในการทำผิดนั้น
ในกรณีที่สุนัขทำผิดบางอย่างล่วงเลยมานานแล้วและผู้เลี้ยงไปพบเข้าในภายหลังอย่าไปลงโทษสุนัข
เพราะสุนัขจะ
ไม่ทราบว่าถูกลงโทษในอะไร
และเกิดความสับสนทำให้การสอนหรือฝึกหัดให้ดีในเรื่องอื่นๆเป็นไปได้ยาก
เมื่อผิดแล้วก็แล้วไป ฝึกหัดซ้ำ
อีกจนกว่าจะทำถูก
การชมเชยเมื่อสุนัขทำสิ่งดีงามเป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง
เช่นเดียวกับการลงโทษ
การฝึกสอนระเบียบ
ลูกสุนัขที่อายุระหว่าง 2-6 เดือน
จำเป็นต้องได้รับการฝึกเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวที่มีระเบียบเสียใหม่และอย่างเดียวกัน
การฝึกเบื้องต้นดังกล่าวจึงหมายถึงการกำจัดนิสัยไม่ดีของสุนัขบางอย่าง
ให้สุนัขอยู่ในระเบียบ
ไม่เป็นที่แกะกะหรือก่อความรำคาญให้
แก่ผู้เลี้ยงจนเกิดความเบื่อหน่ายไปในที่สุด
อย่างไรก็ตามไม่มีหลักการใดที่จะระบุให้ชันเจนลงไปว่าสิ่งใดเป็นนิสัยดีและไม่ดี
เช่นในการ
ฝึกหัดให้สุนัขถ่ายให้เป็นที่ไม่ทำความเปรอะเปื้อนตามสถานที่ทั่วไป
แต่สุนัขกลับไปถ่ายที่ไว้ในที่ต่างๆเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราไม่พึงประสงค์
เราจึงนับว่าเป็นนิสัยไม่ดี
การวินิจฉัยว่าปฏิบัติอย่างไรเป็นนิสัยไม่ดีของสุนัขจึงขึ้นอยู่กับผู้เป็นเจ้าของสุนัขเป็นประการสำคัญอีกด้วย
โดยเหตุการณ์ทำนองนี้ในขณะที่เจ้าของกินอาหารและยื่นส่งชิ้นอาหารให้สุนัขกิน
จนเกิดนิสัยประจำตัวของสุนัข
และต่อไปหากสุนัข
คอยรับเศษอาหารจากที่อื่นแล้วจะไปลงโทษแก่สุนัขที่นิสัยมีนิสัยเช่นนั้นก็ไม่สมควร
เพราะผู้เลี้ยงก็เป็นผู้ได้ฝึกสอนให้สุนัขประพฤติเช่นนี้
มาก่อนแล้ว
ฉะนั้นนิสัยที่ไม่ดีของสุนัข
จะมีความหมายอย่างไรนั้นต้องแล้วแต่เจ้าของสุนัขมีความพอใจด้วย
ความคิดอันควรสนใจเหล่า
นี้เป็นเครื่องประกอบให้แก่เจ้าของจะปฏิบัติแก่สุนัขของตนว่าจะฝึกสุนัขให้ปราศจากนิสัยไม่ดีได้อย่างไร
หลักการประกอบการพิจารณา
ฝึกหัดสุนัขมีอยู่ดังนี้
| ความประพฤติของสุนัขแบบใดที่ผู้ฝึกไม่พึงสิ่งปรารถนา | |
| โอกาสใดที่จะฝึกสอนได้ และโอกาสใดจึงจะทำการลงโทษรวมทั้งการชมเชยและการให้รางวัล | |
| วิธีการแก้ไขนิสัยไม่ดีของสุนัข ควรจะทำการแก้ไขฝึกสอนอย่างไรจึงจะถูกต้องดีและเหมาะสม | |
| ควรเข้าใจว่า สุนัขพันธุ์เดียวกันหรือต่างพันธุ์กันมีความฉลาดมีไหวพริบและนิสัยไม่เหมือนกัน สุนัขบางชนิดมีความดุร้ายหัวดื้อ เกเร บางชนิดมีนิสัยเรียบร้อยฝึกอย่าง เชื่อฟังคำสั่งและปฏิบัติตาม จดจำบทเรียนง่ายดังนั้นการฝึกสอนสำหรับสุนัขที่ลักษณะและอุปนิสัย แตกต่างกัน การฝึกสอนต้องแตกต่างวิธีกันออกไปด้วย | |
| การลงโทษสุนัขให้ถุกต้องนั้น ไม่ใช่เฆี่ยนตีหรือทำโทษอย่างทารุรจนรุนแรงเกินไป ควรใช้เสียงที่เข้มแข็ง และผิดไปกว่าปกติก็เป็น การเพียงพอแล้ว ให้ใช้สายตาและเสียงประกอบก็เป็นการลงโทาที่รุนแรงที่สุดสำหรับสุนัข | |
การฝึกสอนสุนัข
ไม่ควรด่าลงโทษสุนัขโดยไม่พิจารณาให้รอบครอบการที่สุนัขไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง
อาจเป็นเพราะสุนัขไม่เข้าใจ |
ในครั้งแรกที่สวมปลอกคอหรือใส่สายจูงให้แก่สุนัข
เรามักจะได้เห็นปฏิกิริยาที่ขัดขืนและดิ้นรนต่อสู้อยู่สักพักหนึ่ง
แต่นี้คือธรรมชาติของสุนัข
ดังนั้นผู้ฝึกต้องมีความอดทน
และเมื่อสุนัขของเราเริ่มคุ้นเคยกับสายจูงแล้ว
จึงค่อยเริ่มบทเรียนได้โดยให้ผู้ฝึกถือสายจูงด้วยมือขวาโดยให้สุนัขอยู่ด้านซ้ายมือ
จะเห็นว่าสายจูงจะพาดผ่านหน้าขาผู้ฝึกและสามารที่จะใช้มือซ้ายกระตุกที่สายจูงได้เมื่อต้องการให้สุนัขเข้ามาใกล้ผู้ฝึก
แต่จงอย่าดึงสายจูง
ควรกระตุกเบา ๆ
สำหรับสุนัขบางตัวที่อาจต่อต้านสายจูง
โดยบ้างก็อยู่กับที่
บ้างก็ขัดขืน
ให้ผ่อยสายจูงและพูดปลอบใจจนสุนัขนั่งลงแล้วจึงค่อย
ๆ จูงเดินระยะ 2-3 ก้าว
และการกระตุกสายฝึกสั้น ๆ
ก็อาจจะช่วยให้สุนัขเรียนรู้ในการที่จะเดินไปกับผู้ฝึกได้
ควรกล่าวชมเชยสุนัขเมื่อไม่ขัดขืน
หลังจากนั้นให้เพิ่มระยะทางการจูงไปเรื่อย
ๆ
การฝึกเข้าสายจูงรวมทั้งการจูงเดินอาจกินเวลา
3-4 วัน
เมื่อสุนัขชินกับสายจูงแล้วก็สามารถทำการฝึกเบื้องต้นในเรื่องอื่นได้ต่อไป
การฝึกสุนัขให้เดินชิด
ให้นำสุนัขเข้ามาอยู่ทางซ้ายของผู้ฝึก
รวบสายจูงไว้ในมือขวา
สายฝึกควรจะต้องหย่อนเสมอ
สุนัขควรอยู่ในท่ายืน
ถ้าหากสุนัขยังนั่งอยู่ผู้ฝึกจะต้องคอยกระตุกสายจูงเบา
ๆ
และดึงให้ตึงสุนัขจะยืนขึ้นเอง
ตบที่ขาข้างซ้ายของตัวเองแล้วพูดคำว่า"ชิด"เพื่อสอนให้สุนัขรู้จักคำว่าชิด
ในระยะแรกสุนัขอาจจะไม่เข้ามายืนเคียงข้างซ้ายของผู้ฝึกก็อย่าเพิ่งไปดุ
ผู้ฝึกอาจต้องพลิกแพลงวิธีการบ้างโดยการปรับตัวเองให้ยืนในตำแหน่งที่ให้สุนัขอยู่เคียงข้างด้านซ้ายของผู้ฝึก
จนกว่าสุนัขจะเข้าใจคำสั่งนี้
เมื่อสุนัขเข้าที่เรียบร้อยแล้ว
ให้ผู้ฝึกเริ่มก้าวเดินด้วยเท้าซ้ายก่อน
อาจต้องดึงสายฝึกเล็กน้อยเพื่อให้สุนัขเริ่มทำตาม
พยายามเดินช้า ๆ อย่ากระชากลากถู
ในขณะเดินควรให้บ่าของสุนัขอยู่ในเนวเดียวกับขาซ้ายของผู้ฝึก
ถ้าสุนับไม่ทำตามหรือเดินล้าหลังให้กระตุกสายฝึกเบา
ๆ จนกว่าจะเดินทันกัน
และอย่าลืมชมว่า "ดีมาก" เสมอ
แต่หากสุนัขเดินนำหน้าอย่าเร่งฝีเท้าหรือวิ่งตามเพราะจะยิ่งเตลิดออกไป
แต่ควรดึงสายฝึกให้ช้าลงและพยายามเดินคู่กับสุนัข
ถ้าขณะใดที่สุนัขเผลอตัวไม่สนใน
อาจกระตุกสายจูง
คอยเตือนให้สุนัขสนใจ
ในการฝึกช่วงต้น ๆ
ควรให้สุนัขเดินในทางตรง
จนกว่าจะเดินตามสายจูงได้ดีขึ้นจนน่าพอใจแล้ว
จึงเริ่มต้นฝึกเดินเลี้ยวซ้าย
เลี้ยวขวา กลับหลังหัน
เดินวนเป็นรูปเลข 8
แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นจังหวะการเดินให้ช้าบ้าง
เร็วบ้าง
จนถึงวิ่งเหยาะสลับกันไป
การฝึกในระยะแรกควรใช้เวลาประมารณ
5 นาที ต่อไปก็ขยายเวลาออกไปถึง 10-15
นาที หรือครึ่งชั่วโมง ประมาณ 6-7
สัปดาห์สุนัขก็จะทำได้ดี
ซึ่งต่อไปสุนัขก็จะสามารถเดินอยู่ในตำแหน่งชิดได้โดยไม่ต้องใช้สายจูง
การฝึกสุนัขให้นั่ง
หลังจากที่ได้ทำการฝึกสุนัขให้เดินได้แล้ว
ต่อมาอีก 2-3
วันให้ทำการฝึกให้นั่ง
การฝึกนั่งนี้ใช้ร่วมกับการฝึกเดิน
เพราะท่านั่งของสุนัขจะต้องปฏิบัติต่อนื่องกับการเดิน
คือการฝึกนั่งนี้จะสอนให้สุนัขรู้จักนั่งทันทีโดยอัตโนมัติเมื่อหยุดเดิน
วิธีฝึกให้เริ่มต้นจากการพาสุนัขเดินอยู่ในตำแหน่งชิด
มือขวาถือสายจูงและสุนัขเดินตามข้างผู้ฝึกอย่างเป็นระเบียบทางด้านซ้าย
จากนั้นจึงสั่งให้สุนัขหยุดและออกคำสั่ง
"นั่ง"
พร้อมกันนี้ให้ใช้มือขวาดึงสายฝึกเล็กน้อย
ใช้มือซ้ายกดลงที่สะโพกสุนัขเล็กน้อย
การกดสะโพกของสุนัขให้ผู้ฝึกย่อตัวลงโดยที่เข่าจะต้องแนบไปกับลำตัวของสุนัข
เมื่อสุนัขนั่งลงเรียบร้อยแล้วให้ผ่อนมือขวาที่ดึงสายจูงพร้อมกับชมเชยสุนัข
และใช้มือตบที่ไหล่สุนัขเบา ๆ
ถ้าสุนัขขัดขืนหรือทำท่าว่าจะลุกจากตำแหน่งให้สั่งว่า
"ไม่" แล้วสั่ง "นั่ง" ซ้ำอีก
ข้อสังเกตุในการฝึกให้สุนัขนั่งคือผู้ฝึกจะต้องไม่สั่งให้สุนัขนั่งในจุดเดิม
ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของสุนัข
การฝึกสุนัขให้หมอบ
การฝึกให้สุนัขหมอบนี้จะทำต่อเนื่องกันไปจากการฝึกนั่ง
แต่อย่างไรก็ตามสุนัขจะหมอบเมื่อเหนื่อยหรือต้องการพัก
สุนัขจะไม่ชอบให้ใครสั่งว่า
"หมอบ"
ถ้าไม่ได้รับการฝึกมาก่อน
เพราะการหมอบของสุนัขเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของการยอมรับความพ่ายแพ้ภายในฝูง
ซึ่งผลการยอมแพ้นี้จะทำให้ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้น
สุนัขที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองจะเรียนรู้คำสั่งหมอบนี้ยากมาก
ดังนั้นผู้ฝึกต้องระมัดระวังสุนัขโกรธเมื่อมีการใช้กำลังบังคับ
โดยเฉพาะในขณะที่ผู้ฝึกก้มตัวลงทำท่าทางหรือบังคับสุนัข
ควรใช้มือซ้ายช่วยในการป้องกันสุนัขกัดที่หน้าหรือที่ขา
และการฝึกให้สุนัขหมอบควรจะเป็นการฝึกหลังจากที่สุนัขและผู้ฝึกมีความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันพอสมควร
คำสั่ง "หมอบ"
ใช้ร่วมไปกับสัญญาณโบกมือไปข้างล่าง
สุนัขจะต้องตอบรับกับเสียงที่สั่งและสัญญาณมือ
แล้วจะต้องหมอบโดยฉับพลันไม่ว่าจะอยู่ในท่านั่ง
ยืน หรือเดิน
วิธีการฝึกสุนัขจากท่านั่งชิดเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ครั้งแรกจะใช้ท่าทางและคำสั่งไปพร้อมกัน
ให้ผู้ฝึกใช้คำสั่ง"หมอบ"
พร้อมกับกดสายฝึกด้วยมือซ้ายให้สุนัขหมอบลง
มือขวาทำสัญญาณหมอบ
ถ้าสุนัขขัดขืนไม่ยอมหมอบให้ใช้มือขวาค่อย
ๆ จับที่ใต้เท้าขวาของสุนัข ค่อย
ๆ
ลากไปข้างหน้าเพื่อให้สุนัขหมอบลงพร้อมกับออกคำสั่งซ้ำ
ๆ
จนกว่าสุนัขจะปฏิบัติได้ตามต้องการ
อย่าใช้วิธีการผลักสุนัขให้นอนลง
และเมื่อสุนัขหมอบลงแล้วจึงสั่งให้
"คอย"
อยู่กับที่โดยใช้มือซ้ายทำสัญญาณมือโดยแบฝ่ามือเข้าหาหน้าสุนัข
หากเห็นว่าสุนัขจะเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่ง
ผู้ฝึกจะต้องแก้ไขทันทีโดยคำสั่ง
"ไม่"
แล้วจึงตามด้วยคำสั่งคอย
การแก้ไขเมื่อสุนัขลุกออกจากตำแหน่งอย่าเคลื่อนเท้าของผู้ฝึกเองเพราะอาจทำให้สุนัขสับสน
การฝึกสุนัขให้คอย
ถ้าจะให้สุนัขนั่งหรือหมอบอยู่ข้างเจ้าของนาน
ๆ
เวลาเจ้าของลุกไปทำธุระสุนัขอาจวิ่งตามอาจ
ก่อให้เกิดความวุ่นวายและรำคาญที่สุนัขต้องตามตลอดเวลาดังนั้นการสั่งให้สุนัขคอยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
โดยวิธีการฝึกอาจทำได้ คือ
เมื่อสุนัขนั่งหรือหมอบอยู่
ควรฝึกในท่านั่งหรือนั่งชิด
เริ่มจากการสั่งให้สุนัขนั่งลงใช้มือซ้ายทำสัญญาณโดยหันฝ่ามือเข้าหาสุนัขพร้อมกับใช้คำสั่ง
"คอย"
ออกเสียงชัดเจนลากเสียงเล็กน้อยแล้วค่อย
ๆ
หมุนตัวกลับหันหน้าเข้าหาสุนัข
ถ้าสุนัขไม่คอยแต่ลุกขึ้นต้องใช้คำสั่ง
"ไม่"
แล้วจับตัวกลับไปนั่งที่เดิมแล้วเริ่มฝึกให้คอยใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ผู้ฝึกจะเคลื่อนตัวออกห่างไปประมาณ
3
ก้าวหากสุนัขไม่ขยับตัวให้รีบชมเชยทันที
เมื่อการฝึกดีขึ้นจึงถอยหลังเคลื่อนไปจนสุดสายจูง
ผู้ฝึกสามารถสังเกตอาการของสุนัขได้ตลอดเวลาว่าสุนัขมีท่าทีที่จะลุกออกจากตำแหน่งหรือไม่
ขณะที่ผู้ฝึกกำลังเคลื่อนตัวออกห่างสุนัขไปจนสุดสายจูงให้เปลี่ยนสายจูงจากมือขวามาไว้ในมือซ้าย
เมื่อหันหน้าเข้าหาสุนัขแล้วใช้แขนขวาโดยหันฝ่ามือยืดตรงไปยังหน้าสุนัข
ถ้าสุนัขทำท่าจะลุกให้แก้ไขทันทีโดยใช้คำสั่ง
"ไม่" แล้วจึงตามด้วยคำสั่ง
"คอย"หลังจากที่การฝึกมีการพัฒนามากขึ้นผู้ฝึกก็ไม่จำเป็นต้องเดินถ้อยหลังไปจนสุดสายจูงแต่สมารถเดินหันหลังให้สุนัขแล้วค่อยหันหน้ากลับมาหาสุนัขได้
เมื่อสุนัขสามารถคอยในระยะปลายสุดของสายจูงได้แล้ว
ต่อไปก็ให้สุนัขคอยในขณะที่เจ้าของเดินวนรอบสุนัข
โดยเดินวนไปทางซ้ายของสุนัขอ้อมไปหลังสุนัขแล้วกลับมายืนข้างหลังของสุนัข
และยืนที่ปลายสายจูงถือสายจูงด้วยมือซ้าย
หันหน้าเข้าหาสุนัขสั่งให้
"คอย"
แล้วเดินวนรอบสุนัขโดยผ่านทางซ้ายของสุนัขแล้วกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ปลายสายจูงหันหน้าเข้าหาสุนัข
ปฏิบัติซ้ำ ๆ
จนกระทั่งสุนัขเข้าใจ
สำหรับการฝึกสุนัขให้หมอบคอยก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการฝึกให้สุนัขนั่งคอย
ต่างกันเพียงใช้คำสั่ง "หมอบ"
แต่สำหรับการสั่งให้หมอบคอยจะไม่ใช้วิธีการเดินวนรอบตัวสุนัข
แต่จะใช้วิธีการเดินข้ามตัวสุนัข
โดยให้ผู้ฝึกยืนที่สุดสายจูงถือปลายสายจูงด้วยมือซ้าย
หันหน้าเข้าหาสุนัขที่อยู่ในท่าหมอบ
ต่อจากนั้นสั่งให้สุนัข "คอย"
ให้ยกเท้าซ้ายข้ามสายจูง
แล้วเดินข้ามตัวสุนัขไปจนสุดสายจูง
แล้งจึงหันหลังกลับทางซ้าย
ยกขาซ้ายคร่อมสายจูง
แล้วเดินข้ามตัวสุนัขไปยังที่จุดเริ่มต้น
หันหลังกลับทางซ้ายหันหน้าเข้าหาสุนัข
การเดินข้ามตัวสุนัขนี้ต้องระวังอย่าแตะตัวสุนัขระหว่างการข้ามเพราะจะทำให้สุนัขลุกออกจากตำแหน่ง
การฝึกสุนัขให้มาหา
การฝึกสุนัขให้มาหา
ใช้สำหรับเรียกสุนัข
ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใดก็ตามเมื่อได้ยินคำสั่ง
"มา"
จะต้องมาหาผู้ฝึกโดยทันทีแล้วนั่งตรงหน้าของผู้ฝึก
เมื่อผู้ฝึกสั่ง "ชิด"
สุนัขจะลุกขึ้นแล้วเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนั่งชิด
ก่อนอื่นสุนัขต้องได้รับการฝึกให้นั่งและหมอบคอยมาก่อน
ผู้ฝึกสั่งให้สุนัขคอยเกือบสุดสายฝึก
แต่ระวังอย่าดึงสายฝึก
จะเป็นเหตุให้สุนัขลุกขึ้น
เมื่อหันหน้าเข้าหาสุนัขแล้วให้สุนัขคอยอยู่สักครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นว่าสุนัขจะไม่ลุกจากตำแหน่ง
ให้เดินถอยหลังไปช้า ๆ
สองหรือสามก้าว แล้ว
สั่งให้สุนัข "มา"
พร้อมกันนั้นให้ใช้มือซ้ายกระตุกสายฝึกเบา
ๆ ในขณะเดียวกันก็ทำสัญญาณ
"มา"
ถ้าเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ให้ตบที่หน้าอกเพื่อกระตุ้นให้สุนัขมาหา
ในขณะเดียวกันควรพูดให้กำลังใจให้สุนัขเข้ามาหา
ถ้าสุนัขยังไม่เข้ามาหาก็อาจต้องเข้าไปอุ้มมายังที่
ๆ ผู้ฝึกยืนอยู่
หรือกระตุกสายฝึกเล็กน้อย
ให้ปฏิบัติจนสุนัข
เข้าใจคำว่ามา
ทันทีที่สุนัขลุกขึ้นผู้ฝึกจะต้องยกย่องชมเชยเมื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง
ทำการฝึกซ้ำอีกจนกว่าจะไม่จำเป็นต้องดึงสายฝึกอีก
และสุนัขจะมาในทันทีที่ผู้ฝึก
พูดว่ามา
เมื่อสุนัขเข้ามาถึงตัวผู้ฝึกแล้วจะสั่งให้สุนัข
"นั่ง"
พร้อมกับใช้มือขวาจับที่สายฝึกแล้วกระตุกขึ้นเล็กน้อยสุนัขก็จะนั่ง
เพราะเคยได้รับการฝึกให้นั่งตาม
คำสั่งมาแล้ว
ต่อมาจึงให้สุนัขเดินเข้ามาชิด
โดยออกคำสั่ง "ชิด"
พร้อมกับดึงสายฝึกจูงให้สุนัขเดินเข้ามาหาโดยการใช้มือซ้ายตบโคนขาซ้ายของผู้ฝึกแล้วสั่งให้สุนัข
"นั่ง"
เมื่อสุนัขปฏิบัติได้ถูกต้องให้ชมเชยสุนัข
การฝึกให้สุนัขยืน
สุนัขควรจะได้รับการฝึกให้ยืนให้ตรงจุดใดจุดหนึ่ง
โดยไม่เคลื่อนที่
ถึงแม้ว่าจะมีคนแปลกหน้าเดินผ่านมาก็ตาม
สุนัขจะไม่แสดงอาการ
ดุร้าย
หรือแสดงความกลัวออกมาให้เห็น
การฝึกในท่ายืน
ควรทำการฝึกในระหว่างที่สุนัขเดินในตำแหน่งชิดในสายฝึก
ผู้ฝึกใช้มือซ้ายยื่นออกไปข้างหน้า
โดยหันฝ่ามือเข้าหาหน้าของสุนัขพร้อมกับออกคำสั่ง
"ยืน" และหยุด
ส่วนมากเมื่อทำเช่นนี้สุนัขจะนั่ง
เพราะเคยได้รับการฝึกให้นั่งมาก่อน
แต่กรณีนี้ผู้ฝึก
ไม่ต้องการให้สุนัขนั่ง
แต่ต้องการให้สุนัขยืน
ให้รวบสายฝึกด้วยมือขวา
กะประมาณให้พอที่จะหย่อนสายฝึกได้
แต่ต้องระวังอย่ากระตุกที่สายฝึกเพราะจะเป็น
เหตุให้สุนัขนั่ง
ให้หย่อนมือซ้ายลงข้างตัวสุนัข
และให้สัมผัสกับส่วนหน้าของขาหลังขวาอย่างนุ่มนวล
ถ้าทำเร็วพอก็สามารถทำให้สุนัขยืนได้โดยไม่ต้องยกตัวสุนัข
ขึ้นจากตำแหน่งนั่ง
แต่ก็มีบ่อยครั้งที่สุนัขเบี่ยงตัวออก
ในกรณีนี้ผู้ฝึกจะต้องปล่อยมือซ้ายข้ามหลังสุนัขไปสัมผัสกับส่วนหน้าของขาหลังซ้ายของสุนัข
ให้ทำการฝึก
เช่นนี้จนสุนัขเข้าใจ
ซึ่งบางทีผู้ฝึกอาจต้องยกตัวสุนัขขึ้นหรือใช้สายฝึกลอดใต้ท้องสุนัขตรงใกล้กับขาหลัง
ยกตัวสุนัขขึ้นเพื่อให้สุนัขยืน
ซึ่งในไม่ช้าสุนัขก็จะ
เข้าใจความหมายของคำว่า "ยืน"
การฝึกให้สุนัขปฏิเสธอาหาร
การฝึกให้สุนัขปฏิเสธอาหารจะทำให้สุนัขไม่กินหรือเลียอาหารจากคนแปลกหน้า
และสุนัขจะไม่เก็บอาหารที่ตกอยู่ตามพื้นกินเอง
วิธีฝึกอาจต้องอาศัยคนรู้จัก
กันมาก่อน
หรือไม่ได้อยู่ในครอบครัวเดียวกัน
การขอร้องให้แขกที่มาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราวช่วยในการฝึกให้ด้วยก็จะได้ผลดีมาก
วิธีการฝึกควรสั่งให้
สุนัขอยู่ในท่าหมอบคอยในสายจูง
และให้บุคคลอื่นที่สุนัขไม่รู้จักยื่นอาหารล่อไว้ที่ปากสุนัข
เมื่อสุนัขแสดงความสนใจอยากจะกิน
ผู้ถืออาหารควรใช้เสียงคำราม
ดุดันและดึงอาหารกลับเสีย
ในขณะเดียวกันก็ให้ผู้ฝึกกระตุกสายจูงโดยเร็ว
และออกคำสั่ง "ไม่" หรือ
"อย่ากิน" คำใดคำหนึ่ง
และให้ปฏิบัติด้วยวิธีนี้จนสุนัข
รู้ความหมายและเบือนหน้าหลบหนี
รวมทั้งชมเชยสุนัขด้วย
สำหรับการฝึกในขั้นต่อไป
ให้ผู้อื่นถือก้อนเนื้อหรืออาหาร
และแกล้งทำเป็นก้อนเนื้อตก
การปฏิบัติ
ทุกขั้นตอนควรให้สุนัขเห็นโดยตลอด
หลังจากที่ผู้ทำก้อนเนื้อตกเดินผ่านไปแล้ว
ให้ผู้ฝึกพาสุนัขไปที่ก้อนเนื้อนั้น
ถ้าสุนัขแสดงอาการสนใจและดมก้อนเนื้อ
ยังไม่ต้องห้ามปราม
พราะหากสุนัขดมแล้วเงยหัวขึ้นแสดงว่าสุนัขเข้าใจความหมายดีแล้ว
ก็ให้ชมเชย
และหากสุนัขดมก้อนเนื้อและทำท่าจะกินให้กระตุกสายจูง
โดยเร็ว และให้ออกคำสั่ง"ไม่"
หรือ "อย่ากิน" คำใดคำหนึ่ง
การปฏิบัติเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้สุนัขเข้าใจดี
ต่อจากนั้นจึงฝึกโดยปลดสายจูงออกและปฏิบัติ
ตามแบบที่ผ่านมา
การฝึกโดยการให้อาหารหรือก้อนเนื้อผู้ฝึกไม่ควรจับต้องอาหารมาก่อน
เพราะกลิ่นที่ติดไปกับก้อนเนื้อจะทำให้สุนัขเกิดความสับสน
และเมื่อ
พ้นจากการฝึกแล้ว
ผู้ฝึกจึงให้ก้อนเนื้อแก่สุนัขด้วยตนเอง
เมื่อสุนัขรับก้อนเนื้อแล้วให้ชมเชย
จะทำให้สุนัขเข้าใจได้ดีว่าอาหารหรือก้อนเนื้อที่ให้โดยคนแปลก
หน้า
หรือตกอยุ่บนพื้นนั้นกินไม่ได้
นอกจากจะให้โดยผู้ฝึกหรือเจ้าของเท่านั้น
การฝึกสุนัขเพื่อประกวด
กรรมการจะตัดสินสุนัขที่เข้าประกวดตามมาตรฐานของสายพันธุ์สุนัขแต่ละพันธุ์
เช่นรูปร่าง การเคลื่อนไหว สีขน
และลักษณะอารมณ์
เจ้าของสุนัขจึงควรที่จะศึกษา
เกี่ยวกับรายละเอียดในการปรับปรุงพันธุ์
เพื่อให้สุนัขมีลักษณะใกล้เคียงกับมาตรฐานมากที่สุด
เนื่องจากสุนัขอาจไม่พร้อมที่จะปรากฎตัวต่อหน้าผู้คนมาก
ๆ สุนัข
อาจรู้สึกตื่นกลัว
ซึ่งจะทำให้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในสนามประกวดมีน้อยลง
ดังนั้นจึงควรฝึกสุนัขให้พร้อมสำหรับการประกวด
โดยปฏิบัติดังนี้
การฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการเดินทางสุนัข
โดยการนำสุนัขไปนั่งรถเล่นเมื่อมีโอกาส
แต่ปกติการเดินทางครั้งแรกของสุนัขจะเกิดจากการถูกนำไปหาสัตวแพทย์
เพื่อตรวจสุขภาพและทำวัคซีน
และในครั้งแรกนี้อาจทำให้สุนัขเกิดความกลัวได้
ดังนั้นการนำสุนัขออกไปนั่งรถเล่น
จะเป็นการสร้างความคุ้นเคยที่ดีสำหรับสุนัข
แต่ควรหาผ้าปูรองเบาะไว้ก่อนเพื่อว่าสุนัขอาจอาเจียนหรือปัสสาวะออกมาได้และที่สำคัญไม่ควรให้สุนัขกินอาหารมากเกินไปก่อนที่จะเดินทาง
การฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการอยู่ในคอกเล็ก
ๆ
เพราะในขณะที่รอลงสนามประกวดสุนัขจะถูกจำกัดพื้นที่
การฝึกให้สุนัขอยู่ในคอกอาจทำได้โดยการปล่อยให้
สุนัขรออยู่ในขณะที่เจ้าของออกไปซื้อของหรือทำธุระในช่วงสั้น
ๆ
แต่อย่าลืมเปิดกระจกให้สุนัขได้หายใจด้วย
แต่อย่าเปิดกว้างจนสุนัขกระโดดออกไปได้
การฝึก
แบบนี้จะทำให้สุนัขคุ้นเคยการการอยู่ในพื้นที่แคบ
ๆ
และคุ้นเคยการการที่เจ้าของไม่อยู่เป็นครั้งคราว
การฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการถูกตรวจ
ในการประกวดสุนัขจะต้องยืนเป็นเวลานาน
ๆ
ดังนั้นจะควรฝึกให้สุนัขรู้สึกสนุกกับสิ่งนี้
โดยการฝึกในตอนเช้า ถ้าเป็น
สุนัขตัวเล็กก็ทำการฝึกตรวจบนโต๊ะ
แต่ถ้าเป็นสุนัขใหญ่ก็ควรให้ยืนบนพื้น
โดยสมมติให้คนในบ้านหรือใครก็ได้ที่เป็นคนแปลกหน้าทำการตรวจสุนัข
โดยเริ่ม
ตั้งแต่การดูท่าทางการยืน
โครงสร้างของศรีษะ ร่างกาย
และคอยดูปฏิกิริยาของสุนัขว่ายอมให้คนแปลกหน้าจับต้องหรือไม่
การฝึกเดินระหว่างประกวด
สุนัขควรได้รับการฝึกโดยให้เดินทางซ้ายมือของผู้ฝึกและจูงสายจูงด้วยมือซ้าย
สถานที่ฝึกเดินควรเป็นสวนสาธารณะ
หรือถนน
เงียบ ๆ
ในการฝึกควรใช้ผู้ฝึกเพียงคนเดียวจะทำให้สุนัขเรียนรู้เร็วขึ้น
หลังจากนั้นก็เริ่มพาไปบริเวณที่มีเสียงดังขึ้น
ควรให้เดินเป็นวงกลม สามเหลี่ยม
และ
เส้นตรง
ควรให้สุนัขอยู่ในท่าที่พร้อมจะก้าวเดินเสมอ
ลำดับการย่างก้าวจะต้องเริ่มจากขาหลังขวา
ตามด้วยขาหน้าขวา
ตามด้วยขาหลังซ้าย
และขาหน้าซ้ายตามลำดับ
สิ่งที่สำคัญก็คือ
ผู้ควบคุมสุนัขจะต้องก้าวให้สอดคล้องการกับเคลื่อนไหวของสุนัข
และในบางครั้งของการประกวดจะต้องหยุดการเคลื่อนไหวได้ทันทีโดยยืนอยู่บน
เท้าทั้งสี่อย่างสมดุล
กรณีนี้สามารถฝึกได้โดยการจูงให้สุนัขวิ่งหรือเดินเป็นเวลานาน
แล้วหยุดโดยการเริ่มจากหยุดช้า
ๆ ก่อนและให้มือขวาช่วยพยุง
จนกระทั่ง
สุนัขสามารถหยุดได้เองบนขาทั้งสี่อย่างมั่นคง
การตัดสินท่าทางเดินของสุนัขจะเริ่มประเมินตั้งแต่สุนัขและผู้จูงก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณสนามประกวด
โดยดูลักษณะการ
เดิน วิ่ง หยุด
จังหวะการย่างก้าวว่ามีความกลมกลืนและดูการจูงว่าสามารถควบคุมสุนัขได้ดีเพียงใด
ท่าทางการยืนของสุนัขแต่ละพันธุ์จะมีความแตกต่างกันออกไป
แต่หลักการพื้นฐานก็คือ
ต้องเป็นท่ที่แสดงลักษณะที่ดีที่สุดของสุนัขออกมา
ผู้เลี้ยงควรจะศึกษาว่าลักษณะที่ถูกต้องของสุนัขที่จะนำลงประกวดเป็นอย่างไร