Free Web Hosting | Web Hosting | Free Web Space | Web Hosting




HostCraze.com - An independent review of the top rated web hosts

Free Background Images

การตั้งชื่อ



        สุนัขเป็นสัตว์ที่ความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณดีกว่าสัตว์อื่นๆ และเป็นสัตว์ที่มีความจำดี ดังนั้นจึงสามารถฝึกสอนให้ปฏิบัติงาน
บางอย่างได้ดี การฝึกสุนัขนั้นควรเริ่มฝึกตั้งแต่ได้ลูกสุนัขมาในวันแรกการได้นำสุนัขมาถึงบ้านซึ่งเป็นที่อยู่ใหม่สำหรับสุนัขนั้นควรจะเลือก
เอาเวลา ตอนเช้านั้นจะดีที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อให้สุนัขได้รู้จักกับสิ่งแวดล้อมต่างๆในบริเวณที่อยุ่ใหม่ ซึงเป็นสถานที่ที่แตกต่างกับสถานที่อยู่เดิม
เพื่อให้สุนัขคุ้นเคย กับสถานที่ใหมในตอนกลางวัน ลูกสุนัขทุกๆตัวมีความอยากรู้อยากเห็นสถานที่แปลกๆใหม่ๆเหล่านี้เป็นอย่างยิ่งจึงควร
ปล่อยสุนัขให้เดินเห็นได้ตามลำพังใหคุ้นเคยกับผู้คนและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ผู้คนในบ้านก็ควรแสดงความปรานี พูดด้วยดีๆ ไม่ดุหรือทำเสียงดัง
ให้ลูกสุนัขรู้สึกว่า สถานที่ใหม่จะเป็นสถานที่ที่มีความอบอุ่นและไม่มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งที่น่ากลัว การตั้งชื่อเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะให้ลูกสุนัข
รู้จักคุ้น เคยกับชื่อของ ตัวเองก่อนที่จะไปทำการฝึก ควรจะเรียกชื่อสุนัขเมื่ออายุระหว่าง 3-4 อาทิตย์ขึ้นไปการตั้งชื่อหลัก คือ สั้น ออกเสียง
และจำง่ายมักเป็นชื่อไม่เกิน2พยางค์หลีกเลี่ยงชื่อวิจิตรพิสดารมากๆหรือชื่อที่เรียกยากเมื่อสุนัขมีชื่อแล้วก็ต้องหมั่นเรียกเช่นเรียกให้สุนัขเดิน
ตามการจะทำอะไรเกี่ยวกับสุนัขทุกครั้งควรเรียกชื่อพร้อมกับแสดงอาการให้สุนัขได้รู้ เช่น มีการตบศรีษะเบาๆ มีการจับขาหน้าและพูด
ทำให้เห็นว่าพอใจเช่น พูดว่าดี ยิ่งเรียกบ่อยสุนัขจะจำชื่อตัวเองได้เร็วขึ้นและเป็นประโยชน์ในการฝึกต่อไปเป็นอย่างมาก


ฝึกการขับถ่าย



        สุนัขใหม่โดเฉพาะลูกสุนัขเมื่อมาถึงบ้านใหม่ก็ย่อมตื่นเต้นกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ซึ่งมักจะปวดอุจจาระหรือปัสสาวะ ดังนั้นจึควรปล่อยนอก
บ้านให้ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะในบริเวณที่ต้องการเลี้ยงแต่เริ่มแรก ถ้าไม่มีบริเวณบ้านก็ควรหัดให้ถ่ายในส้วมหรือบริเวณส่วนใดของ
บ้านที่เห็นสมควร โดยเมื่อกินอาหารหรือน้ำเสร็จแล้วก็พาไปยังบริเวณที่ต้องการให้ถ่ายเสมอ เราสามารถฝึกสุนัขให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง
ได้ตั้งแต่ตอนอายุน้อยๆ โดยใช้ความพยายามมานะอดทน เฝ้าคอนสังเกตุดูเวลาลูกสุนัขแสดงอาการหรือตั้งท่าส่อเจตนาจะขับถ่าย ซึ่งมัก
เกิดขึ้นหลังกิน อาหาร กินนมเสร็จ และตื่นนอน ท่าทางที่สังกตุได้ง่ายว่าลุกสุนัขจะถ่ายอุจจาระก็คือ การหมุนตัววิ่งวนเป็นวงกลม สุนัขอายุ
3-6 เดือนจะขับถ่ายวันละประมาณ 5 ครั้ง อายุ 6 เดือน วันละ 4 ครั้ง และสุนัขโตแล้ววันละประมาณ 3 ครั้ง ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรนำสุนัข
ที่ตื่นนอนเช้าไปยัง สถานที่ที่ต้องการให้สุนัขถ่ายทันทีที่สุนัขตื่น และหลังอาหาร **ถ้าเลี้ยงบนบ้านไม่มีสนามหญ้าก็ควรฝึกหัดให้ลูกสุนัข
ขับถ่ายบนกระดาษหนังสือพิมพ์ภายในบริเวณบ้าน โดยเลือกสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสมหรือมุมบริเวณบ้านที่จะทำความสะอาดได้ง่ายหรือ
ในห้องส้วม เป็นต้น จับลุกสุนัขวางลงบนกระดาษทุกครั้งที่ลุกสุนัขแสดงอาการที่จะขับถ่าย ในทันทีที่ลุกสุนัขปฏิบัติได้อย่างถุกต้องให้ ชมเชยลุกสุนัขทันที ในแต่ละวันให้ลดจำนวนการดาษที่ใช้ปูพื้นให้เหลือเนื้อที่น้อยลงจนกระทั้งใช้ปูในเนื้อที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การฝึก ให้สุนัขขับถ่ายนอกบ้าน ตามปกติแล้วจะใช้เวลาฝึกน้อยกว่าการฝึกขับถ่ายในบ้านบนหนังสือพิมพ์เพราะว่าเป็นวิธีที่ธรรมชาติที่สุดซึ่งควร
จะเลือก การฝึกทำโดยวิธีนี้ และเพื่อเป็นการสอนให้สุนัขรู้ว่าห้ามขับถ่ายภายในบ้านซึ่งต้องรักษาความสะอาดและควรจำไว้ว่าควรใช้คำ
พูดให้ เหมือนกันทุกครั้งที่นำสุนัข ออกไปนอก เช่นใช้คำพูดว่า "ไปถ่ายเสีย" หรือ จำใช้คำพูดอะไรก็ได้ และทุกครั้งที่ให้นำสุนัขไปขับ
ถ่ายยังจุดเดิมที่สุนัขเคยขับถ่ายครั้งแรก ซึ่งในไม่ช้าลูกสุนัข ก็จะเคยชินโดยจะไปขับถ่ายยังที่เดิม ให้คอยสังเกตดูว่าสุนัขขับถ่ายเรียบร้อย หรือยัง เมื่อเสร็จแล้วให้ชมลูกสุนัขทันที แล้วจึงนำลูกสุนัขกลับเข้าบ้าน การฝึกหัดด้วยการนำลูกสุนัขไปขับถ่ายเพียง 3-4 ครั้ง สุนัขที่
ฉลาดก็จะจำได้ แต่สุนัขก็มีความโง่ความฉลาดเช่นเดียวกันกับคนเช่นกัน บางตัวอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้ ดังนั้นเมื่อสุนัขทำผิดไม่ขับถ่าย ตามสถานที่ที่ต้องการ อย่าไปตีสุนัขแต่ควรใช้ เสียง ให้สุนัขเข้าใจว่าทำผิด เช่น ใช้คำว่า"ไม่" แล้วรีบนำสุนัขไปยังสถานที่ที่ต้องการให้ ขับถ่ายทันที อย่าให้ขับถ่ายจนเสร็จและเมื่อถ่ายเสร็จแล้วก็แสดงการชมเชยด้วยน้ำเสียงและลูบคลำหัวแสดงให้สุนัข เข้าใจว่าทำถูกต้อง
แล้ว อีกไม่นานนักก็จะขับถ่ายเป็นที่ตามต้องการ



ที่อยู่ที่นอน

        ลูกสุนัขจะได้มีที่หลับที่นอนเป็นของตัวเอง ที่ควรจัดให้เป็นที่เป็นทางหรือทำเป็นกรงสำหรับให้สุนัขอยู่โดยเฉพาะหรือจัดที่มุมใดมุมหนึ่ง
ของบ้านให้เป็นที่นอนหาเศษผ้ารองที่นอนให้นุ่มๆ อย่าให้มียุงกัดจนเกิดความรำคาญแก่สุนัข ไม่ควรเอาสุนัขไปนอนบนเตียงหรือนอนร่วม
ห้องนอน ถ้าทนได้หรือคิดจะเลี้ยงเช่นนั้นตลอดไปก็ทำได้ แต่ถ้าจะเลี้ยงแบบธรรมดาและให้ถูกต้องก็จะต้องจัดหาสถานที่อยู่ให้เรียบร้อย
เสียแต่วันแรกที่ได้มา เพราะว่าถ้าหากเลี้ยงเอาไว้ในบ้านแล้วลูกสุนัขจะเริ่มโต หากจับย้ายออกไปขังกรงนอกบ้านจพะทำให้เจ้าของบ้านและ
เพื่อนบ้านไปเป็นอันหลับอันนอนเนื่องจากลูกสุนัขหรือแม้แต่ตัวโตแล้วไม่ยินยอม เขาคิดว่าถูกทอดทิ้งจึงโหยหวนทั้งคืน บางตัวหลับ กลางวันแต่กลางคืนตื่นขึ้นมาร้องอย่างเดียวจะทำให้ยุ่งยากมากเมื่อเริ่มต้นผิดฉะนั้นควรนำสุนัขให้รู้จักสถานที่ที่จัดไว้ให้นอนและควรทำ
ให้สุนัขรู้ว่านี้เป็นที่นอนของเขา การมีน้ำสะอาดตั้งไว้ข้างที่นอนจะทำให้สุนัขได้กินเมื่อกระหายน้ำ ไม่ต้องไปไกลจากที่นอน



การกินอาหาร

        การกินอาหารของสุนัขก็ต้องได้รับการฝึกหัดเช่นกัน โดยให้อาหารเป็นเวลาตามสถานที่ที่แน่นอน จัดชามใส่อาหารและน้ำให้เฉพาะตัว
ของสุนัขหากมีหลายตัวต้องแยกจานอาหารให้เป็นจำเพาะแต่ละตัวไป เพราะจะเป็นประโยชน์ในการดูแลทำให้รู้ว่าตัวใดกินอาหารมากน้อย
เพียงใดหากเจ็บป่วยเจ้าของก็สามารถทราบได้ การให้ยาโดยผสมในอาหารทำให้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกให้สุนัขเป็นระเบียบ
รู้จักอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ป้องกันนิสัยแย่งกันและหวงอาหาร จัดอาหารตามจำนวนที่เคยจัดไม่ให้มากบ้างน้อยบ้างทำให้สุนัขไม่อิ่มหรือ
อิ่มเกินไปครั้งใดที่สุนัขกินอาหารไม่หมดก็ให้เก็บชามเสีย อย่าทิ้งไว้ให้กินอีกจะทำให้เกิดนิสัยไม่ดี การให้อาหารหรือนมไม่เป็นเวลาจะทำ
ให้สุนัขเสียนิสัย ขอกินอาหารตลอดวัน รบกวนเจ้าของอย่างมากโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เมื่อถึงเวลาอาหารของคน ทำให้ไม่เป็นอันกินเพราะ
สุนัขจะคอยสะกิดขออาหารอยู่ร่ำไป ซึ่งมีขอเสียคือ สุนัขไม่กินอาหารของตัวเองที่จัดไว้ให้ การกินจุกจิกทำให้สุนัขอ้วนเกินขนาดและที่
สำคัญคือทำให้ระบบการฝึกหัดหรือการสั่งสอนต่างๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก ผู้เลี้ยงสุนัขพึงระวังในการใช้กิริยาวาจาต่อสุนัข อย่าละเลย
ในความจริงที่ว่า ลูกสุนัขมีสภาพเหมือนเด็กเล็กๆ ลูกสุนัขมักจะทำความผิดได้เหมือนเด็กๆเหมือนกัน การฝึกสอนเพียง 2-3 ครั้งสุนัขอาจ
ไม่เข้าใจ จึงไม่ควรโมโหฉุนเฉียว เอ็ดตะโรตีสุนัข เมื่อสุนัขทำความผิดควรใช้สำเนียงหนักๆแต่พอเข้าใจได้ หรือให้เกิดความละอาย
แก่ใจในการทำผิดนั้น ในกรณีที่สุนัขทำผิดบางอย่างล่วงเลยมานานแล้วและผู้เลี้ยงไปพบเข้าในภายหลังอย่าไปลงโทษสุนัข เพราะสุนัขจะ
ไม่ทราบว่าถูกลงโทษในอะไร และเกิดความสับสนทำให้การสอนหรือฝึกหัดให้ดีในเรื่องอื่นๆเป็นไปได้ยาก เมื่อผิดแล้วก็แล้วไป ฝึกหัดซ้ำ
อีกจนกว่าจะทำถูก การชมเชยเมื่อสุนัขทำสิ่งดีงามเป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เช่นเดียวกับการลงโทษ



การฝึกสอนระเบียบ

ลูกสุนัขที่อายุระหว่าง 2-6 เดือน จำเป็นต้องได้รับการฝึกเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวที่มีระเบียบเสียใหม่และอย่างเดียวกัน
การฝึกเบื้องต้นดังกล่าวจึงหมายถึงการกำจัดนิสัยไม่ดีของสุนัขบางอย่าง ให้สุนัขอยู่ในระเบียบ ไม่เป็นที่แกะกะหรือก่อความรำคาญให้
แก่ผู้เลี้ยงจนเกิดความเบื่อหน่ายไปในที่สุด อย่างไรก็ตามไม่มีหลักการใดที่จะระบุให้ชันเจนลงไปว่าสิ่งใดเป็นนิสัยดีและไม่ดี เช่นในการ
ฝึกหัดให้สุนัขถ่ายให้เป็นที่ไม่ทำความเปรอะเปื้อนตามสถานที่ทั่วไป แต่สุนัขกลับไปถ่ายที่ไว้ในที่ต่างๆเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราไม่พึงประสงค์
เราจึงนับว่าเป็นนิสัยไม่ดี การวินิจฉัยว่าปฏิบัติอย่างไรเป็นนิสัยไม่ดีของสุนัขจึงขึ้นอยู่กับผู้เป็นเจ้าของสุนัขเป็นประการสำคัญอีกด้วย
โดยเหตุการณ์ทำนองนี้ในขณะที่เจ้าของกินอาหารและยื่นส่งชิ้นอาหารให้สุนัขกิน จนเกิดนิสัยประจำตัวของสุนัข และต่อไปหากสุนัข
คอยรับเศษอาหารจากที่อื่นแล้วจะไปลงโทษแก่สุนัขที่นิสัยมีนิสัยเช่นนั้นก็ไม่สมควร เพราะผู้เลี้ยงก็เป็นผู้ได้ฝึกสอนให้สุนัขประพฤติเช่นนี้
มาก่อนแล้ว ฉะนั้นนิสัยที่ไม่ดีของสุนัข จะมีความหมายอย่างไรนั้นต้องแล้วแต่เจ้าของสุนัขมีความพอใจด้วย ความคิดอันควรสนใจเหล่า
นี้เป็นเครื่องประกอบให้แก่เจ้าของจะปฏิบัติแก่สุนัขของตนว่าจะฝึกสุนัขให้ปราศจากนิสัยไม่ดีได้อย่างไร หลักการประกอบการพิจารณา
ฝึกหัดสุนัขมีอยู่ดังนี้

ความประพฤติของสุนัขแบบใดที่ผู้ฝึกไม่พึงสิ่งปรารถนา
โอกาสใดที่จะฝึกสอนได้ และโอกาสใดจึงจะทำการลงโทษรวมทั้งการชมเชยและการให้รางวัล
วิธีการแก้ไขนิสัยไม่ดีของสุนัข ควรจะทำการแก้ไขฝึกสอนอย่างไรจึงจะถูกต้องดีและเหมาะสม
ควรเข้าใจว่า สุนัขพันธุ์เดียวกันหรือต่างพันธุ์กันมีความฉลาดมีไหวพริบและนิสัยไม่เหมือนกัน สุนัขบางชนิดมีความดุร้ายหัวดื้อ เกเร บางชนิดมีนิสัยเรียบร้อยฝึกอย่าง เชื่อฟังคำสั่งและปฏิบัติตาม จดจำบทเรียนง่ายดังนั้นการฝึกสอนสำหรับสุนัขที่ลักษณะและอุปนิสัย แตกต่างกัน การฝึกสอนต้องแตกต่างวิธีกันออกไปด้วย
การลงโทษสุนัขให้ถุกต้องนั้น ไม่ใช่เฆี่ยนตีหรือทำโทษอย่างทารุรจนรุนแรงเกินไป ควรใช้เสียงที่เข้มแข็ง และผิดไปกว่าปกติก็เป็น การเพียงพอแล้ว ให้ใช้สายตาและเสียงประกอบก็เป็นการลงโทาที่รุนแรงที่สุดสำหรับสุนัข

การฝึกสอนสุนัข ไม่ควรด่าลงโทษสุนัขโดยไม่พิจารณาให้รอบครอบการที่สุนัขไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง อาจเป็นเพราะสุนัขไม่เข้าใจ
คำสั่งหรือคำสั่งของเรายังเป็นที่สงสัยไม่แน่ใจ หรือมีความหมายไม่ชัดจนพอก็ได้ ดังนั้นการที่สุนัขไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง อาจเป็นความผิด ของผู้ฝึกเองก็ได้


การใช้ถ้อยคำ

             การฝึกสอนลูกสุนัขให้มีวินัยนั้น ถ้อยคำที่ใชในการฝึกสุนัขอายุขนาด 6-7 เดือน ซึ่งโตพอที่จะเข้าใจคำพูดที่สำคัญของคำว่า "อย่า" หรือ
"ไม่" ในครั้งที่เห็นลูกสุนัขกระทำในสิ่งที่ควรกระทำ เช่นกัดสิ่งของบางอย่างที่ไม่สมควรกัดเล่น หรือเข้าไปในบริเวณที่ไม่ควรจะเข้าไป
การกระทำเช่นนี้ควรจะห้ามปรามลูกสุนัขทันที โดยการใช้คำว่า"ไม่" และอาจจะทำเสียงโดยการกระทืบเท้าหรือใช้ม้วนกระดาษหนังสือ
พิมพ์ตีที่โต๊ะหรืออาจะทำเสียงอย่างอื่นบางอย่าง สุนัขเมื่อยังเล็กอยู่ไม่ชอบเสียงดังแต่ถ้ายังดื้อดึงอยู่ก็ใช้คำสั่งว่า"ไม่"พร้อมกับจับลูกสุนัข
แล้วใช้มือตบปากตรงส่วนบนของจมูก ควรตระหนักว่าสุนัขจะไม่สับสนถ้าหากสุนัขได้กระทำความผิดและถูกลงโทษทันท ทันใดขณะที่
ถูกจับได้ อย่าพยายามวิ่งไล่สุนัขพร้อมกับเงื้อม้วนกระดาษหนังสือพิมพ์ทำท่จะตีลูกสุนัขหรือพยามที่จะตี การทำโทษจะทำได้ก็ต่อเมื่อจับ
ผิดได้ในทันทีเท่านั้น และไม่ใช่วิธีเรียกสุนัขมาแล้วทำโทษ เพราะสุนัขจะได้รับการฝึกการเรียกให้มาหาด้วยกิริยาอาการที่ร่าเริงไม่หงอย
ถ้าหากเรียกสุนัขให้มาหาแล้วทำโทษต่อไปสุนัขก็จะปฏิเสธการมาเพราะกลัวว่าเมื่อมาแล้วจะถูกทำโทษ คำว่า "ดี" หรือ "ดีมาก" จะใช้คำ
ใดคำหนึ่งเป็นคำชมเชย หรือเป็นการให้สุนัขเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว หรือผู้ฝึกจะใช้มือตบเบาๆที่ไหล่ขาหน้าเพื่อแสดง
ให้รู้ว่าถูกต้อง ดีมากใช้ได้แล้วการใช้กิริยาประกอบคำพูดทำให้สุนัขมีความเข้าใจดีขึ้น จึงควรที่ผู้ฝึกจะได้ปฏิบัติควบคู่กันไปจะเป็นการ
ดียิ่ง คำว่า "มา" หรือ "มานี่" เพื่อเรียกให้สุนัขมาหา จะใช้คำเดียวหรือสองคำก็ได้แล้วแต่สะดวก หรือจะใช้คำเดียวหรือ สองคำก็ได้แล้ว
แต่สะดวก หรือจะใช้คำเรียกชื่อนำหน้าด้วยก็ยิ่งทำให้สุนัขมีความเข้าใจยิ่งขึ้น **คำว่า "ไป" หรือ "ไปนอน" ผู้ฝึกพูดบ่อยๆสุนัขก็จำจะจำ
ได้หรือบอกว่านอนหรือนั่ง ถ้าพุดบ่อยๆสุนัขจะจำคำนี้และทราบความหมายและปฏิบัติตาม ถ้อยคำต่างๆที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ จำเป็นที่ผู้
ฝึกสุนัขจะต้องนำไปใช้เป็นประจำ เสียงเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยแทนคำพูดได้ด้วยเหมือนกันเสียงต้องหนักแน่น ไม่มีอาการลังเลในส่วนของ
คำสั่งนั้น ผู้ฝึกจะได้ใช้คำสั่งต่างๆทำการฝึกสุนัขให้มีระเบียบวินัยภายในบ้านได้


การฝึกสุนัขให้ชินกับโซ่และสายจูง

 


        ในครั้งแรกที่สวมปลอกคอหรือใส่สายจูงให้แก่สุนัข เรามักจะได้เห็นปฏิกิริยาที่ขัดขืนและดิ้นรนต่อสู้อยู่สักพักหนึ่ง แต่นี้คือธรรมชาติของสุนัข ดังนั้นผู้ฝึกต้องมีความอดทน และเมื่อสุนัขของเราเริ่มคุ้นเคยกับสายจูงแล้ว จึงค่อยเริ่มบทเรียนได้โดยให้ผู้ฝึกถือสายจูงด้วยมือขวาโดยให้สุนัขอยู่ด้านซ้ายมือ จะเห็นว่าสายจูงจะพาดผ่านหน้าขาผู้ฝึกและสามารที่จะใช้มือซ้ายกระตุกที่สายจูงได้เมื่อต้องการให้สุนัขเข้ามาใกล้ผู้ฝึก แต่จงอย่าดึงสายจูง ควรกระตุกเบา ๆ สำหรับสุนัขบางตัวที่อาจต่อต้านสายจูง โดยบ้างก็อยู่กับที่ บ้างก็ขัดขืน ให้ผ่อยสายจูงและพูดปลอบใจจนสุนัขนั่งลงแล้วจึงค่อย ๆ จูงเดินระยะ 2-3 ก้าว และการกระตุกสายฝึกสั้น ๆ ก็อาจจะช่วยให้สุนัขเรียนรู้ในการที่จะเดินไปกับผู้ฝึกได้ ควรกล่าวชมเชยสุนัขเมื่อไม่ขัดขืน หลังจากนั้นให้เพิ่มระยะทางการจูงไปเรื่อย ๆ การฝึกเข้าสายจูงรวมทั้งการจูงเดินอาจกินเวลา 3-4 วัน เมื่อสุนัขชินกับสายจูงแล้วก็สามารถทำการฝึกเบื้องต้นในเรื่องอื่นได้ต่อไป

 
การฝึกสุนัขให้เดินชิด


            ให้นำสุนัขเข้ามาอยู่ทางซ้ายของผู้ฝึก รวบสายจูงไว้ในมือขวา สายฝึกควรจะต้องหย่อนเสมอ สุนัขควรอยู่ในท่ายืน ถ้าหากสุนัขยังนั่งอยู่ผู้ฝึกจะต้องคอยกระตุกสายจูงเบา ๆ และดึงให้ตึงสุนัขจะยืนขึ้นเอง ตบที่ขาข้างซ้ายของตัวเองแล้วพูดคำว่า"ชิด"เพื่อสอนให้สุนัขรู้จักคำว่าชิด ในระยะแรกสุนัขอาจจะไม่เข้ามายืนเคียงข้างซ้ายของผู้ฝึกก็อย่าเพิ่งไปดุ ผู้ฝึกอาจต้องพลิกแพลงวิธีการบ้างโดยการปรับตัวเองให้ยืนในตำแหน่งที่ให้สุนัขอยู่เคียงข้างด้านซ้ายของผู้ฝึก จนกว่าสุนัขจะเข้าใจคำสั่งนี้ เมื่อสุนัขเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ฝึกเริ่มก้าวเดินด้วยเท้าซ้ายก่อน อาจต้องดึงสายฝึกเล็กน้อยเพื่อให้สุนัขเริ่มทำตาม พยายามเดินช้า ๆ อย่ากระชากลากถู ในขณะเดินควรให้บ่าของสุนัขอยู่ในเนวเดียวกับขาซ้ายของผู้ฝึก ถ้าสุนับไม่ทำตามหรือเดินล้าหลังให้กระตุกสายฝึกเบา ๆ จนกว่าจะเดินทันกัน และอย่าลืมชมว่า "ดีมาก" เสมอ แต่หากสุนัขเดินนำหน้าอย่าเร่งฝีเท้าหรือวิ่งตามเพราะจะยิ่งเตลิดออกไป แต่ควรดึงสายฝึกให้ช้าลงและพยายามเดินคู่กับสุนัข ถ้าขณะใดที่สุนัขเผลอตัวไม่สนใน อาจกระตุกสายจูง คอยเตือนให้สุนัขสนใจ ในการฝึกช่วงต้น ๆ ควรให้สุนัขเดินในทางตรง จนกว่าจะเดินตามสายจูงได้ดีขึ้นจนน่าพอใจแล้ว จึงเริ่มต้นฝึกเดินเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา กลับหลังหัน เดินวนเป็นรูปเลข 8 แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นจังหวะการเดินให้ช้าบ้าง เร็วบ้าง จนถึงวิ่งเหยาะสลับกันไป การฝึกในระยะแรกควรใช้เวลาประมารณ 5 นาที ต่อไปก็ขยายเวลาออกไปถึง 10-15 นาที หรือครึ่งชั่วโมง ประมาณ 6-7 สัปดาห์สุนัขก็จะทำได้ดี ซึ่งต่อไปสุนัขก็จะสามารถเดินอยู่ในตำแหน่งชิดได้โดยไม่ต้องใช้สายจูง

การฝึกสุนัขให้นั่ง

            หลังจากที่ได้ทำการฝึกสุนัขให้เดินได้แล้ว ต่อมาอีก 2-3 วันให้ทำการฝึกให้นั่ง การฝึกนั่งนี้ใช้ร่วมกับการฝึกเดิน เพราะท่านั่งของสุนัขจะต้องปฏิบัติต่อนื่องกับการเดิน คือการฝึกนั่งนี้จะสอนให้สุนัขรู้จักนั่งทันทีโดยอัตโนมัติเมื่อหยุดเดิน วิธีฝึกให้เริ่มต้นจากการพาสุนัขเดินอยู่ในตำแหน่งชิด มือขวาถือสายจูงและสุนัขเดินตามข้างผู้ฝึกอย่างเป็นระเบียบทางด้านซ้าย จากนั้นจึงสั่งให้สุนัขหยุดและออกคำสั่ง "นั่ง" พร้อมกันนี้ให้ใช้มือขวาดึงสายฝึกเล็กน้อย ใช้มือซ้ายกดลงที่สะโพกสุนัขเล็กน้อย การกดสะโพกของสุนัขให้ผู้ฝึกย่อตัวลงโดยที่เข่าจะต้องแนบไปกับลำตัวของสุนัข เมื่อสุนัขนั่งลงเรียบร้อยแล้วให้ผ่อนมือขวาที่ดึงสายจูงพร้อมกับชมเชยสุนัข และใช้มือตบที่ไหล่สุนัขเบา ๆ ถ้าสุนัขขัดขืนหรือทำท่าว่าจะลุกจากตำแหน่งให้สั่งว่า "ไม่" แล้วสั่ง "นั่ง" ซ้ำอีก ข้อสังเกตุในการฝึกให้สุนัขนั่งคือผู้ฝึกจะต้องไม่สั่งให้สุนัขนั่งในจุดเดิม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของสุนัข

การฝึกสุนัขให้หมอบ

            การฝึกให้สุนัขหมอบนี้จะทำต่อเนื่องกันไปจากการฝึกนั่ง แต่อย่างไรก็ตามสุนัขจะหมอบเมื่อเหนื่อยหรือต้องการพัก สุนัขจะไม่ชอบให้ใครสั่งว่า "หมอบ" ถ้าไม่ได้รับการฝึกมาก่อน เพราะการหมอบของสุนัขเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของการยอมรับความพ่ายแพ้ภายในฝูง ซึ่งผลการยอมแพ้นี้จะทำให้ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้น สุนัขที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองจะเรียนรู้คำสั่งหมอบนี้ยากมาก ดังนั้นผู้ฝึกต้องระมัดระวังสุนัขโกรธเมื่อมีการใช้กำลังบังคับ โดยเฉพาะในขณะที่ผู้ฝึกก้มตัวลงทำท่าทางหรือบังคับสุนัข ควรใช้มือซ้ายช่วยในการป้องกันสุนัขกัดที่หน้าหรือที่ขา และการฝึกให้สุนัขหมอบควรจะเป็นการฝึกหลังจากที่สุนัขและผู้ฝึกมีความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันพอสมควร คำสั่ง "หมอบ" ใช้ร่วมไปกับสัญญาณโบกมือไปข้างล่าง สุนัขจะต้องตอบรับกับเสียงที่สั่งและสัญญาณมือ แล้วจะต้องหมอบโดยฉับพลันไม่ว่าจะอยู่ในท่านั่ง ยืน หรือเดิน วิธีการฝึกสุนัขจากท่านั่งชิดเป็นวิธีที่ดีที่สุด ครั้งแรกจะใช้ท่าทางและคำสั่งไปพร้อมกัน ให้ผู้ฝึกใช้คำสั่ง"หมอบ" พร้อมกับกดสายฝึกด้วยมือซ้ายให้สุนัขหมอบลง มือขวาทำสัญญาณหมอบ ถ้าสุนัขขัดขืนไม่ยอมหมอบให้ใช้มือขวาค่อย ๆ จับที่ใต้เท้าขวาของสุนัข ค่อย ๆ ลากไปข้างหน้าเพื่อให้สุนัขหมอบลงพร้อมกับออกคำสั่งซ้ำ ๆ จนกว่าสุนัขจะปฏิบัติได้ตามต้องการ อย่าใช้วิธีการผลักสุนัขให้นอนลง และเมื่อสุนัขหมอบลงแล้วจึงสั่งให้ "คอย" อยู่กับที่โดยใช้มือซ้ายทำสัญญาณมือโดยแบฝ่ามือเข้าหาหน้าสุนัข หากเห็นว่าสุนัขจะเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่ง ผู้ฝึกจะต้องแก้ไขทันทีโดยคำสั่ง "ไม่" แล้วจึงตามด้วยคำสั่งคอย การแก้ไขเมื่อสุนัขลุกออกจากตำแหน่งอย่าเคลื่อนเท้าของผู้ฝึกเองเพราะอาจทำให้สุนัขสับสน

การฝึกสุนัขให้คอย

            ถ้าจะให้สุนัขนั่งหรือหมอบอยู่ข้างเจ้าของนาน ๆ เวลาเจ้าของลุกไปทำธุระสุนัขอาจวิ่งตามอาจ ก่อให้เกิดความวุ่นวายและรำคาญที่สุนัขต้องตามตลอดเวลาดังนั้นการสั่งให้สุนัขคอยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยวิธีการฝึกอาจทำได้ คือ เมื่อสุนัขนั่งหรือหมอบอยู่ ควรฝึกในท่านั่งหรือนั่งชิด เริ่มจากการสั่งให้สุนัขนั่งลงใช้มือซ้ายทำสัญญาณโดยหันฝ่ามือเข้าหาสุนัขพร้อมกับใช้คำสั่ง "คอย" ออกเสียงชัดเจนลากเสียงเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ หมุนตัวกลับหันหน้าเข้าหาสุนัข ถ้าสุนัขไม่คอยแต่ลุกขึ้นต้องใช้คำสั่ง "ไม่" แล้วจับตัวกลับไปนั่งที่เดิมแล้วเริ่มฝึกให้คอยใหม่อีกครั้ง คราวนี้ผู้ฝึกจะเคลื่อนตัวออกห่างไปประมาณ 3 ก้าวหากสุนัขไม่ขยับตัวให้รีบชมเชยทันที เมื่อการฝึกดีขึ้นจึงถอยหลังเคลื่อนไปจนสุดสายจูง ผู้ฝึกสามารถสังเกตอาการของสุนัขได้ตลอดเวลาว่าสุนัขมีท่าทีที่จะลุกออกจากตำแหน่งหรือไม่ ขณะที่ผู้ฝึกกำลังเคลื่อนตัวออกห่างสุนัขไปจนสุดสายจูงให้เปลี่ยนสายจูงจากมือขวามาไว้ในมือซ้าย เมื่อหันหน้าเข้าหาสุนัขแล้วใช้แขนขวาโดยหันฝ่ามือยืดตรงไปยังหน้าสุนัข ถ้าสุนัขทำท่าจะลุกให้แก้ไขทันทีโดยใช้คำสั่ง "ไม่" แล้วจึงตามด้วยคำสั่ง "คอย"หลังจากที่การฝึกมีการพัฒนามากขึ้นผู้ฝึกก็ไม่จำเป็นต้องเดินถ้อยหลังไปจนสุดสายจูงแต่สมารถเดินหันหลังให้สุนัขแล้วค่อยหันหน้ากลับมาหาสุนัขได้ เมื่อสุนัขสามารถคอยในระยะปลายสุดของสายจูงได้แล้ว ต่อไปก็ให้สุนัขคอยในขณะที่เจ้าของเดินวนรอบสุนัข โดยเดินวนไปทางซ้ายของสุนัขอ้อมไปหลังสุนัขแล้วกลับมายืนข้างหลังของสุนัข และยืนที่ปลายสายจูงถือสายจูงด้วยมือซ้าย หันหน้าเข้าหาสุนัขสั่งให้ "คอย" แล้วเดินวนรอบสุนัขโดยผ่านทางซ้ายของสุนัขแล้วกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ปลายสายจูงหันหน้าเข้าหาสุนัข ปฏิบัติซ้ำ ๆ จนกระทั่งสุนัขเข้าใจ สำหรับการฝึกสุนัขให้หมอบคอยก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการฝึกให้สุนัขนั่งคอย ต่างกันเพียงใช้คำสั่ง "หมอบ" แต่สำหรับการสั่งให้หมอบคอยจะไม่ใช้วิธีการเดินวนรอบตัวสุนัข แต่จะใช้วิธีการเดินข้ามตัวสุนัข โดยให้ผู้ฝึกยืนที่สุดสายจูงถือปลายสายจูงด้วยมือซ้าย หันหน้าเข้าหาสุนัขที่อยู่ในท่าหมอบ ต่อจากนั้นสั่งให้สุนัข "คอย" ให้ยกเท้าซ้ายข้ามสายจูง แล้วเดินข้ามตัวสุนัขไปจนสุดสายจูง แล้งจึงหันหลังกลับทางซ้าย ยกขาซ้ายคร่อมสายจูง แล้วเดินข้ามตัวสุนัขไปยังที่จุดเริ่มต้น หันหลังกลับทางซ้ายหันหน้าเข้าหาสุนัข การเดินข้ามตัวสุนัขนี้ต้องระวังอย่าแตะตัวสุนัขระหว่างการข้ามเพราะจะทำให้สุนัขลุกออกจากตำแหน่ง

การฝึกสุนัขให้มาหา

            การฝึกสุนัขให้มาหา ใช้สำหรับเรียกสุนัข ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใดก็ตามเมื่อได้ยินคำสั่ง "มา" จะต้องมาหาผู้ฝึกโดยทันทีแล้วนั่งตรงหน้าของผู้ฝึก เมื่อผู้ฝึกสั่ง "ชิด"
สุนัขจะลุกขึ้นแล้วเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนั่งชิด ก่อนอื่นสุนัขต้องได้รับการฝึกให้นั่งและหมอบคอยมาก่อน ผู้ฝึกสั่งให้สุนัขคอยเกือบสุดสายฝึก แต่ระวังอย่าดึงสายฝึก
จะเป็นเหตุให้สุนัขลุกขึ้น เมื่อหันหน้าเข้าหาสุนัขแล้วให้สุนัขคอยอยู่สักครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าสุนัขจะไม่ลุกจากตำแหน่ง ให้เดินถอยหลังไปช้า ๆ สองหรือสามก้าว แล้ว
สั่งให้สุนัข "มา" พร้อมกันนั้นให้ใช้มือซ้ายกระตุกสายฝึกเบา ๆ ในขณะเดียวกันก็ทำสัญญาณ "มา" ถ้าเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ให้ตบที่หน้าอกเพื่อกระตุ้นให้สุนัขมาหา
ในขณะเดียวกันควรพูดให้กำลังใจให้สุนัขเข้ามาหา ถ้าสุนัขยังไม่เข้ามาหาก็อาจต้องเข้าไปอุ้มมายังที่ ๆ ผู้ฝึกยืนอยู่ หรือกระตุกสายฝึกเล็กน้อย ให้ปฏิบัติจนสุนัข
เข้าใจคำว่ามา ทันทีที่สุนัขลุกขึ้นผู้ฝึกจะต้องยกย่องชมเชยเมื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง ทำการฝึกซ้ำอีกจนกว่าจะไม่จำเป็นต้องดึงสายฝึกอีก และสุนัขจะมาในทันทีที่ผู้ฝึก
พูดว่ามา เมื่อสุนัขเข้ามาถึงตัวผู้ฝึกแล้วจะสั่งให้สุนัข "นั่ง" พร้อมกับใช้มือขวาจับที่สายฝึกแล้วกระตุกขึ้นเล็กน้อยสุนัขก็จะนั่ง เพราะเคยได้รับการฝึกให้นั่งตาม
คำสั่งมาแล้ว ต่อมาจึงให้สุนัขเดินเข้ามาชิด โดยออกคำสั่ง "ชิด" พร้อมกับดึงสายฝึกจูงให้สุนัขเดินเข้ามาหาโดยการใช้มือซ้ายตบโคนขาซ้ายของผู้ฝึกแล้วสั่งให้สุนัข
"นั่ง" เมื่อสุนัขปฏิบัติได้ถูกต้องให้ชมเชยสุนัข

การฝึกให้สุนัขยืน

            สุนัขควรจะได้รับการฝึกให้ยืนให้ตรงจุดใดจุดหนึ่ง โดยไม่เคลื่อนที่ ถึงแม้ว่าจะมีคนแปลกหน้าเดินผ่านมาก็ตาม สุนัขจะไม่แสดงอาการ
ดุร้าย หรือแสดงความกลัวออกมาให้เห็น การฝึกในท่ายืน ควรทำการฝึกในระหว่างที่สุนัขเดินในตำแหน่งชิดในสายฝึก ผู้ฝึกใช้มือซ้ายยื่นออกไปข้างหน้า
โดยหันฝ่ามือเข้าหาหน้าของสุนัขพร้อมกับออกคำสั่ง "ยืน" และหยุด ส่วนมากเมื่อทำเช่นนี้สุนัขจะนั่ง เพราะเคยได้รับการฝึกให้นั่งมาก่อน แต่กรณีนี้ผู้ฝึก
ไม่ต้องการให้สุนัขนั่ง แต่ต้องการให้สุนัขยืน ให้รวบสายฝึกด้วยมือขวา กะประมาณให้พอที่จะหย่อนสายฝึกได้ แต่ต้องระวังอย่ากระตุกที่สายฝึกเพราะจะเป็น
เหตุให้สุนัขนั่ง ให้หย่อนมือซ้ายลงข้างตัวสุนัข และให้สัมผัสกับส่วนหน้าของขาหลังขวาอย่างนุ่มนวล ถ้าทำเร็วพอก็สามารถทำให้สุนัขยืนได้โดยไม่ต้องยกตัวสุนัข
ขึ้นจากตำแหน่งนั่ง แต่ก็มีบ่อยครั้งที่สุนัขเบี่ยงตัวออก ในกรณีนี้ผู้ฝึกจะต้องปล่อยมือซ้ายข้ามหลังสุนัขไปสัมผัสกับส่วนหน้าของขาหลังซ้ายของสุนัข ให้ทำการฝึก
เช่นนี้จนสุนัขเข้าใจ ซึ่งบางทีผู้ฝึกอาจต้องยกตัวสุนัขขึ้นหรือใช้สายฝึกลอดใต้ท้องสุนัขตรงใกล้กับขาหลัง ยกตัวสุนัขขึ้นเพื่อให้สุนัขยืน ซึ่งในไม่ช้าสุนัขก็จะ
เข้าใจความหมายของคำว่า "ยืน"

การฝึกให้สุนัขปฏิเสธอาหาร

            การฝึกให้สุนัขปฏิเสธอาหารจะทำให้สุนัขไม่กินหรือเลียอาหารจากคนแปลกหน้า และสุนัขจะไม่เก็บอาหารที่ตกอยู่ตามพื้นกินเอง วิธีฝึกอาจต้องอาศัยคนรู้จัก
กันมาก่อน หรือไม่ได้อยู่ในครอบครัวเดียวกัน การขอร้องให้แขกที่มาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราวช่วยในการฝึกให้ด้วยก็จะได้ผลดีมาก วิธีการฝึกควรสั่งให้
สุนัขอยู่ในท่าหมอบคอยในสายจูง และให้บุคคลอื่นที่สุนัขไม่รู้จักยื่นอาหารล่อไว้ที่ปากสุนัข เมื่อสุนัขแสดงความสนใจอยากจะกิน ผู้ถืออาหารควรใช้เสียงคำราม
ดุดันและดึงอาหารกลับเสีย ในขณะเดียวกันก็ให้ผู้ฝึกกระตุกสายจูงโดยเร็ว และออกคำสั่ง "ไม่" หรือ "อย่ากิน" คำใดคำหนึ่ง และให้ปฏิบัติด้วยวิธีนี้จนสุนัข
รู้ความหมายและเบือนหน้าหลบหนี รวมทั้งชมเชยสุนัขด้วย สำหรับการฝึกในขั้นต่อไป ให้ผู้อื่นถือก้อนเนื้อหรืออาหาร และแกล้งทำเป็นก้อนเนื้อตก การปฏิบัติ
ทุกขั้นตอนควรให้สุนัขเห็นโดยตลอด หลังจากที่ผู้ทำก้อนเนื้อตกเดินผ่านไปแล้ว ให้ผู้ฝึกพาสุนัขไปที่ก้อนเนื้อนั้น ถ้าสุนัขแสดงอาการสนใจและดมก้อนเนื้อ
ยังไม่ต้องห้ามปราม พราะหากสุนัขดมแล้วเงยหัวขึ้นแสดงว่าสุนัขเข้าใจความหมายดีแล้ว ก็ให้ชมเชย และหากสุนัขดมก้อนเนื้อและทำท่าจะกินให้กระตุกสายจูง
โดยเร็ว และให้ออกคำสั่ง"ไม่" หรือ "อย่ากิน" คำใดคำหนึ่ง การปฏิบัติเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้สุนัขเข้าใจดี ต่อจากนั้นจึงฝึกโดยปลดสายจูงออกและปฏิบัติ
ตามแบบที่ผ่านมา การฝึกโดยการให้อาหารหรือก้อนเนื้อผู้ฝึกไม่ควรจับต้องอาหารมาก่อน เพราะกลิ่นที่ติดไปกับก้อนเนื้อจะทำให้สุนัขเกิดความสับสน และเมื่อ
พ้นจากการฝึกแล้ว ผู้ฝึกจึงให้ก้อนเนื้อแก่สุนัขด้วยตนเอง เมื่อสุนัขรับก้อนเนื้อแล้วให้ชมเชย จะทำให้สุนัขเข้าใจได้ดีว่าอาหารหรือก้อนเนื้อที่ให้โดยคนแปลก
หน้า หรือตกอยุ่บนพื้นนั้นกินไม่ได้ นอกจากจะให้โดยผู้ฝึกหรือเจ้าของเท่านั้น

การฝึกสุนัขเพื่อประกวด

            กรรมการจะตัดสินสุนัขที่เข้าประกวดตามมาตรฐานของสายพันธุ์สุนัขแต่ละพันธุ์ เช่นรูปร่าง การเคลื่อนไหว สีขน และลักษณะอารมณ์ เจ้าของสุนัขจึงควรที่จะศึกษา
เกี่ยวกับรายละเอียดในการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้สุนัขมีลักษณะใกล้เคียงกับมาตรฐานมากที่สุด เนื่องจากสุนัขอาจไม่พร้อมที่จะปรากฎตัวต่อหน้าผู้คนมาก ๆ สุนัข
อาจรู้สึกตื่นกลัว ซึ่งจะทำให้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในสนามประกวดมีน้อยลง ดังนั้นจึงควรฝึกสุนัขให้พร้อมสำหรับการประกวด โดยปฏิบัติดังนี้

  1. การฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการเดินทางสุนัข โดยการนำสุนัขไปนั่งรถเล่นเมื่อมีโอกาส แต่ปกติการเดินทางครั้งแรกของสุนัขจะเกิดจากการถูกนำไปหาสัตวแพทย์
    เพื่อตรวจสุขภาพและทำวัคซีน และในครั้งแรกนี้อาจทำให้สุนัขเกิดความกลัวได้ ดังนั้นการนำสุนัขออกไปนั่งรถเล่น จะเป็นการสร้างความคุ้นเคยที่ดีสำหรับสุนัข
    แต่ควรหาผ้าปูรองเบาะไว้ก่อนเพื่อว่าสุนัขอาจอาเจียนหรือปัสสาวะออกมาได้และที่สำคัญไม่ควรให้สุนัขกินอาหารมากเกินไปก่อนที่จะเดินทาง

  2. การฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการอยู่ในคอกเล็ก ๆ เพราะในขณะที่รอลงสนามประกวดสุนัขจะถูกจำกัดพื้นที่ การฝึกให้สุนัขอยู่ในคอกอาจทำได้โดยการปล่อยให้
    สุนัขรออยู่ในขณะที่เจ้าของออกไปซื้อของหรือทำธุระในช่วงสั้น ๆ แต่อย่าลืมเปิดกระจกให้สุนัขได้หายใจด้วย แต่อย่าเปิดกว้างจนสุนัขกระโดดออกไปได้ การฝึก
    แบบนี้จะทำให้สุนัขคุ้นเคยการการอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ และคุ้นเคยการการที่เจ้าของไม่อยู่เป็นครั้งคราว

  3. การฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการถูกตรวจ ในการประกวดสุนัขจะต้องยืนเป็นเวลานาน ๆ ดังนั้นจะควรฝึกให้สุนัขรู้สึกสนุกกับสิ่งนี้ โดยการฝึกในตอนเช้า ถ้าเป็น
    สุนัขตัวเล็กก็ทำการฝึกตรวจบนโต๊ะ แต่ถ้าเป็นสุนัขใหญ่ก็ควรให้ยืนบนพื้น โดยสมมติให้คนในบ้านหรือใครก็ได้ที่เป็นคนแปลกหน้าทำการตรวจสุนัข โดยเริ่ม
    ตั้งแต่การดูท่าทางการยืน โครงสร้างของศรีษะ ร่างกาย และคอยดูปฏิกิริยาของสุนัขว่ายอมให้คนแปลกหน้าจับต้องหรือไม่

  4. การฝึกเดินระหว่างประกวด สุนัขควรได้รับการฝึกโดยให้เดินทางซ้ายมือของผู้ฝึกและจูงสายจูงด้วยมือซ้าย สถานที่ฝึกเดินควรเป็นสวนสาธารณะ หรือถนน
    เงียบ ๆ ในการฝึกควรใช้ผู้ฝึกเพียงคนเดียวจะทำให้สุนัขเรียนรู้เร็วขึ้น หลังจากนั้นก็เริ่มพาไปบริเวณที่มีเสียงดังขึ้น ควรให้เดินเป็นวงกลม สามเหลี่ยม และ
    เส้นตรง ควรให้สุนัขอยู่ในท่าที่พร้อมจะก้าวเดินเสมอ ลำดับการย่างก้าวจะต้องเริ่มจากขาหลังขวา ตามด้วยขาหน้าขวา ตามด้วยขาหลังซ้าย และขาหน้าซ้ายตามลำดับ
    สิ่งที่สำคัญก็คือ ผู้ควบคุมสุนัขจะต้องก้าวให้สอดคล้องการกับเคลื่อนไหวของสุนัข และในบางครั้งของการประกวดจะต้องหยุดการเคลื่อนไหวได้ทันทีโดยยืนอยู่บน
    เท้าทั้งสี่อย่างสมดุล กรณีนี้สามารถฝึกได้โดยการจูงให้สุนัขวิ่งหรือเดินเป็นเวลานาน แล้วหยุดโดยการเริ่มจากหยุดช้า ๆ ก่อนและให้มือขวาช่วยพยุง จนกระทั่ง
    สุนัขสามารถหยุดได้เองบนขาทั้งสี่อย่างมั่นคง การตัดสินท่าทางเดินของสุนัขจะเริ่มประเมินตั้งแต่สุนัขและผู้จูงก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณสนามประกวด โดยดูลักษณะการ
    เดิน วิ่ง หยุด จังหวะการย่างก้าวว่ามีความกลมกลืนและดูการจูงว่าสามารถควบคุมสุนัขได้ดีเพียงใด ท่าทางการยืนของสุนัขแต่ละพันธุ์จะมีความแตกต่างกันออกไป
    แต่หลักการพื้นฐานก็คือ ต้องเป็นท่ที่แสดงลักษณะที่ดีที่สุดของสุนัขออกมา ผู้เลี้ยงควรจะศึกษาว่าลักษณะที่ถูกต้องของสุนัขที่จะนำลงประกวดเป็นอย่างไร
     

arrow2.GIF (925 bytes)arrow1.gif (233 bytes)